วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2556

The Wind Rises สารจาก มิยาซากิ ถึงญี่ปุ่น



หนังเรื่องใหม่ของ ฮายาโอะ มิยาซากิ เจ้าของผลงานดังอย่าง Spirited Away จากสตูดิโอจิบลิ ลอยลำไปเป็นหนังฮิตบนบ็อกซ์ออฟฟิสเรียบร้อยแล้ว แต่เนื้อเรื่องสื่อถึงอันตรายของลัทธิชาตินิยมและสงครามก็ทำให้คนทำหนังแอนิเมชันมือรางวัลออสการ์ต้องเจอกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์แบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
            The Wind Rises เปิดตัวในอันดับหนึ่งบนบ็อกซ์ออฟฟิสของญี่ปุ่นเมื่อเดือนที่แล้ว และเตรียมเข้าชิงรางวัลในเทศกาลภาพยนตร์เวนิสที่กำลังจะจัดขึ้นด้วย หนังแอนิเมชันเรื่องใหม่จากค่ายจิบลิเรื่องนี้เป็นผลงานต่อจาก Ponyo ที่ออกฉายในปี 2008 ตัวหนังดัดแปลงจากหนังสือการ์ตูนในชื่อเดียวกันขอ งมิยาซากิ และจากนิยายสั้น The Wind Has Risen ของ โฮริ ทัตสึโอะ บอกเล่าเรื่องราวความฝันและชีวิตการต่อสู้ของ จิโร โฮริโคชิ ผู้ออกแบบเครื่องบินรบ Zero Fighter ให้ญี่ปุ่นซึ่งเคยใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 และนำระเบิดไปทิ้งถล่มเพิร์ลฮาร์เบอร์
            นักวิจารณ์ต่างมองว่าหนังเรื่องนี้เป็นคำเตือนถึงประเทศญี่ปุ่นที่อาจกำลังมุ่งหน้าสู่ทิศทางเดิม มิยาซากิ ในวัย 72 ปี ได้เน้นย้ำถึงคำเตือนในช่วงกลางเดือนกรกฎาคมผ่านข้อเขียนที่เหน็บแนมข้อเสนอของนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ ในการสานต่อนโยบายอนุรักษ์นิยม อาทิ การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่สละสิทธิ์การทำสงคราม สนับสนุนค่านิยมดั้งเดิมเกี่ยวกับครอบครัว และเปลี่ยนระบบการศึกษาให้ปลูกฝังความรักชาติแก่นักเรียนให้มากขึ้น แก้ไขหลักสูตรวิชาประวัติศาสตร์ในปัจจุบัน รวมถึงความต้องการแก้ไขคำขอโทษครั้งประวัติศาสตร์เมื่อปี 2538 ด้วย
            “ช่วงเวลาในหนังคล้ายกับปัจจุบัน” ฮิคาวะ เรียวสุเกะ นักวิจารณ์หนังกล่าว โดยพูดถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวในปี 1923 ที่ทำลายล้างโตเกียว และสงครามโลกครั้งที่ 2 ในช่วงปี 1930 ซึ่งผลของมันคล้ายกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิในปี 2011 รวมถึงภาวะเศรษฐกิจซบเซามายาวนาน
            “ความสับสนอลหม่านเกิดขึ้นหลังจากแผ่นดินไหว และญี่ปุ่นก็เริ่มมุ่งหน้าเข้าสู่สงคราม มันก็เป็นไปได้ที่จะรู้สึกถึงความคล้ายคลึงกัน ทั้งเศรษฐกิจที่ย่ำแย่จนทำให้คิดไปได้ว่าเป็นสถานการณ์ที่ต้องทำอะไรบางอย่าง จากนั้นหลายๆ สิ่งก็เข้าสู่การเป็นชาตินิยม
            รัฐบาลผสมของ อาเบะ ชนะการเลือกตั้งเมื่อเดือนที่แล้วได้ให้คำมั่นสัญญาถึงการกอบกู้เศรษฐกิจ สนับสนุนท่าทีของกองทัพ และแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้ประชาชนจะเห็นด้วยการนโยบายเศรษฐกิจแต่ก็ยังกังวลถึงท่าทีในประเด็นอื่นๆ ของเขา
            ภายใต้สีสันสดใสอันเป็นสัญลักษณ์ของ มิยาซากิ เรื่องราวของวิศวกรหนุ่ม จิโร โฮริโคชิ เป็นหนังเรื่องแรกของเขาที่มีศูนย์กลางของเรื่องเป็นตัวละครและเหตุการณ์จริงในประวัติศาสตร์ - เหตุการณ์ที่ญี่ปุ่นมุ่งหน้าสู่สงคราม
            เรื่องราวที่ว่าถูกสวมทับโดยเนื้อเรื่องรองที่ว่าด้วยความรักในงานของตน โดยงานของ โฮริโคชิ บนเครื่องบิน  Zero Fighter ได้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของผู้ชายคนหนึ่งที่รักในเครื่องบินและการออกบิน ถือเป็นการแบ่งปันความรักจาก มิยาซากิ ซึ่งพ่อของเขาก็มีส่วนในการสร้างเครื่องบินรบเช่นกัน
            “หนังเรื่องนี้ไม่มีอะไรมากไปกว่าการสรรเสริญเครื่องบินรบ Zero” หนึ่งในเสียงวิจารณ์ทางอินเทอร์เน็ตว่าไว้อย่างนั้น
            แม้นักวิจารณ์และผู้ชมบางคนจะไม่คิดเช่นนั้น แต่ความที่กลัวว่าคนอื่นๆ จะเห็นหนังเรื่องนี้เป็นการสรรเสริญสงคราม อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ มิยาซากิ เขียนบทความออกมา ก่อนหน้านี้เขาเคยวิพากษ์วิจารณ์โครงสร้างทางสิ่งแวดล้อมผ่านแอนิเมชันดีกรีออสการ์ในปี 2001 เรื่อง Spirited Away มาแล้ว
            “การรู้สึกตกใจกลัวของคนคนหนึ่งอาจเกิดขึ้นได้เพียงเพราะการขาดความเข้าใจในประวัติศาสตร์และยึดติดอยู่กับความเชื่อมั่นในการเป็นผู้นำทางการเมืองแถวหน้า” ข้อเขียนที่ไม่ได้อ้างถึงชื่อใดๆ ของเขาลงตีพิมพ์ในนิตยสารที่มาจากสตูดิโอของตนเอง จากนั้นก็กระจายไปสู่อินเทอร์เน็ต “คนที่ไม่ได้คิดไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนเพียงพอ ไม่ควรจะไปยุ่งวุ่นวายกับรัฐธรรมนูญของพวกเรา”
            บรรดานักวิจารณ์ให้ความเห็นว่า The Wind Rises เป็นความคิดแปลกๆ ส่วนหนึ่งจากหนังส่วนใหญ่ของ มิยาซากิ โดยหลายเรื่องของเขานั้นโด่งดังในต่างประเทศ         ทั้งนี้ โฆษกของสตูดิโอจิบลิได้เปิดเผยว่า ยังไม่มีการประกาศถึงช่วงเวลาเข้าฉายในต่างประเทศแต่อย่างใด
            ทั้งหนังและข้อเขียนของ มิยาซากิ นั้น “มันมาด้วยกัน” ยูอิชิ มาเอดะ นักวิจารณ์คนหนึ่งกล่าว “เขาไม่ต้องการให้ผู้คนเข้าใจผิดในสิ่งที่เขาต้องการสื่อสาร ในกรณีนี้คือเข้าใจผิดไปว่าสงครามคือความรุ่งโรจน์”
            แต่บทความวิจารณ์ดังกล่าวก็ถูกกระหน่ำด้วยความเห็นเกือบ 3,000 ข้อความ ตั้งแต่ความผิดหวังต่อการก้าวเข้าไปในพื้นที่ทางการเมืองของ มิยาซากิ ไปจนถึงการเรียกเขาว่า คนทรยศ
            อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุดก็ดูเหมือนว่า The Wind Rises ไม่ได้ทิ้งสารที่หนักหนาให้กับผู้ชมคนอื่นๆ นัก ยามาซากิ ยูคาริ แม่บ้านคนหนึ่งได้ให้ความเห็นต่อหนังเรื่องนี้ว่า
            “โฮริโคชิ ทำงานอย่างหนักเพื่อความฝันของเขา ทำให้ฉันรู้สึกว่าเหล่าคนหนุ่มสาวควรตามหาความฝันของตัวเองและทำทุกอย่างเพื่อให้ความฝันนั้นเป็นจริงขึ้นมา”

วันศุกร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2556

Aim High In Creation สารคดีเผยวิธีทำหนังเกาหลีเหนือ



(*หาลิงค์ต้นฉบับไม่เจอ)

     อันนา บรูโนวสกี ผู้สร้างหนังสารคดีชาวออสเตรเลียได้รับสิทธิพิเศษแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในการเข้าถึงความลับสุดยอดบางประการของเกาหลีเหนือ
     ไม่ใช่อาวุธนิวเคลียร์ ไม่ข้องเกี่ยวกับการเมือง แต่สิทธิพิเศษที่เธอได้รับคือการเข้าไปเปิดโลกอันน่าหลงใหลของหนังเกาหลี – ที่อาจจะดูค่อนข้างแปลกไปสักหน่อย
     เป็นเวลานานหลายปีที่หนังเหล่านั้นถูกควบคุมโดย ผู้บัญชาการความสร้างสรรค์หรือก็คือ คิม จอง อิล อดีตผู้นำสูงสุด ในหนังสารคดีเรื่อง Aim High In Creation ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงโพสต์โปรดักชัน ถือเป็นการเริ่มต้นภารกิจของ บรูโนวสกี ในการสร้างหนังตามรอยแถลงการณ์ที่อดีตผู้นำสูงสุดได้เผยแพร่ไว้ในหนังสือเรื่อง On the Art of Cinema
     “มีเพื่อนคนหนึ่งมอบสำเนาหนังสือเล่มนั้นที่เขานำกลับมาให้เป็นของขวัญ มันสมบูรณ์แบบ มีประโยชน์ ก้าวหน้า และมีฝีมือ” บรูโนวสกี กล่าว เธอเป็นที่รู้จักดีจากผลงานสารคดีเชิงสืบสวนเรื่อง Forbidden Lie$ “วิธีการสร้างหนังชวนเชื่อแบบสังคมนิยมได้ดึงดูดความสนใจจากฉันทันที ในเวลาเดียวกันนั้น มีบริษัทก๊าซพยายามขุดเจาะวางท่อก๊าซเป็นระยะทางยาว 200 เมตรจากใจกลางเมืองซิดนีย์ที่ฉันอาศัยอยู่ ฉันจึงตัดสินใจทำหนังโฆษณาชวนเชื่อตามแบบที่ คิม จอง-อิล เขียนในหนังสือ เพื่อหยุดการวางท่อก๊าซ ซึ่งค่อนข้างจะเป็นแนวทางต่อต้านทางวัฒนธรรม”
     แต่การเริ่มต้นนั้นได้ขยายไปสู่บางสิ่งที่ใหญ่โตกว่ามาก เมื่อ บรูโนวสกี ได้เข้าหาผู้อาวุโสในวงการหนังเกาหลีเหนือเพื่อขอคำแนะนำ ทำให้พวกเขารู้สึกภูมิใจที่มีชาวตะวันตกสนใจเทคนิคการทำหนังของพวกเขา และยินดีอย่างยิ่งที่จะได้ช่วยเหลือ หลังจากผ่านกระบวนการตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว บรูโนวสกี และลิซเซ็ตต์ แอทคินส์ โปรดิวเซอร์ของ Aim High ก็ได้รับอนุญาตให้เข้าถึงอุตสาหกรรมหนังทั้งหมดของเกาหลีเหนือ รวมถึงโอกาสที่จะได้พูดคุยกับผู้กำกับ นักแสดง และคนตัดต่อแถวหน้าจากวงการหนังในประเทศ ทั้งยังได้เก็บภาพบางส่วนจากฉากในหนังของพวกเขาด้วย
     หลังจากนั้น เธอจึงเปลี่ยนแปลงเป้าหมายทั้งหมดของหนังไปสู่การเป็นสารคดีสำรวจหนังเกาหลีเหนืออย่างเต็มรูปแบบ โดยมีหนังสั้นที่อยู่ในความตั้งใจแต่แรกต่อท้าย ระหว่างถ่ายทำพวกเขาได้พบหนังและคนทำหนังแปลกๆ มากมาย ทั้ง รี กวานนัม “เขาเป็นคนเคร่งครัดและหุนหันพลันแล่น แต่ก็เป็นคนทำเพลงให้กับกองทัพมากมาย ทั้งยังชอบดูถูกนักแสดงของตัวเอง” บรูโนวสกี เล่า
     ในตอนนั้น กวานนัม กำลังถ่ายทำหนังชีวิตเชิงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับ USS Pueblo เรือสอดแนมของอเมริกาที่เกาหลีเหนือยึดได้ในปี 1968 แต่ยังขาดแคลนนักแสดงตะวันตกผิวขาว กวานนัม จึงเสนอโอกาสให้ บรูโนวสกี คัดตัวเป็นชาวอเมริกันผู้ชั่วร้าย นอกจากนี้ เธอยังได้เข้าพูดคุยกับทหารในเขตปลอดทหาร โดยคุยกันถึงเรื่องทฤษฎีหนังและหนังออสเตรเลียอย่าง Mad Max
     “มันไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดาสำหรับพวกเขาเลยกับการมีชาวตะวันตกที่ไม่ได้ต้องการสืบสวนเรื่องสถานกักกันกูลัก แต่กลับนั่งลงและพยายามทำความเข้าใจแนวทางการทำหนังของพวกเขา” ผู้กำกับสาวบอก
     เกาหลีเหนือมีอุตสาหกรรมหนังที่เจริญเติบโตมาตลอด 65 ปี และมีเอกสารที่เปิดเผยว่า คิม จอง-อิล เป็นแฟนหนังตัวยง ในระหว่างปี 1964 และ 2012 เขาเป็นผู้ตรวจสอบหนังเกาหลีเหนือหลายพันเรื่อง ครอบคลุมทุกประเภทตั้งแต่หนังต่อสู้ไปจนถึงโรแมนติกคอเมดี้ ผู้กำกับของหนังเหล่านี้ได้รับการดูแลอย่างดีจากรัฐ มีบางคนเคยถูกส่งไปเรียนรู้เรื่องภาพยนตร์ที่รัสเซียด้วย
     น่าสนใจที่ คิม จอง-อิล ยังมีห้องติดแอร์พร้อมด้วยดีวีดีหนังฮอลลีวู้ดกว่า 20,000 แผ่นภายในปราสาทของเขา อันที่จริงแล้ว หนังเกาหลีบางเรื่องที่เขาคอยควบคุมก็เป็นอีกเวอร์ชันหนึ่งของหนังบล็อกบัสเตอร์หลายเรื่อง อาทิ ‘Titanic’ ‘Godzilla’ และ Gladiator
     “ฉันได้ดูคลิปจากหนังเกาหลีเหนือหลายๆ เรื่อง เวอร์ชันของหนังเรื่อง ก็อดซิลลา ก็ถูกตั้งชื่อเป็น พุลกาซาริ มันยอดเยี่ยมมากจริงๆ แต่มันเหมือนการย้อนเวลากลับไปในอดีต เพราะพวกเขายังคงใช้เทคโนโลยีที่เราเคยใช้เมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว”
      ส่วนใหญ่แล้ว นักสร้างหนังเกาหลีเหนือยังคงถ่ายทำบนเซลลูลอยด์ โดยถ่ายแบบลองช็อต ลองเทค และนำไปใส่เสียงภายหลัง สิ่งนี้ถือเป็นอุปสรรคสำคัญของการทำหนังชวนเชื่อของ บรูโนวสกี “ฉันใช้ทีมงานจากหนังเกาหลี แต่ก็ต้องฝึกคนหนึ่งในนั้นให้รู้จักวิธีถือไมค์บูมก่อน” เธออธิบาย
      ทีมงานชาวเกาหลีที่มีทั้งล่ามและคนจัดตารางเวลาล้วนอยู่กับ บรูโนวสกี และแอทคินส์ ตลอดเวลา “เราดื่มด้วยกัน หัวเราะและแบ่งปันความเป็นมิตรให้กันในฐานะคนทำหนัง”
      ถึงอย่างนั้นเธอก็ต้องเผชิญกับขอบเขตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ “คุณได้รับอนุญาตให้ถ่ายทำสถานที่ที่พวกเขาต้องการให้คุณเห็น และพวกเขาจะคอยปกป้องภาพลักษณ์ของ ผู้นำอันเป็นที่รักแต่เราก็มีอิสระพอสมควร เพราะพวกเขายินดีกับสิ่งที่เรากำลังทำ” แอทคินส์ กล่าว

วันจันทร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2556

เพลงร็อกคืนชีพที่อัฟกานิสถาน


้างอิง : http://www.reuters.com/article/2011/10/01/us-afghanistan-rock-idUSTRE78T27720111001
 


เหล่าวัยรุ่นและคอเพลงร็อกชาวอัฟกานิสถานได้โอกาสกระโดดไปตามจังหวะดนตรีอันหนักหน่วงในเทศกาลคอนเสิร์ตเพลงร็อกเสียที สมกับที่รอคอยมานานกว่า 30 ปี
โดยมีวงดนตรีจาก ออสเตรเลีย อุซเบกิสถาน คาซัคสถาน และอัฟกานิสถาน ขึ้นแสดงถึง 6 ชั่วโมง ทั้งแนวเพลงบลูส์ อินดี้ อิเล็กทรอนิกา และเดธ เมทัล พร้อมด้วยแฟนๆ หลายร้อยคน ที่หลายคนในนั้นไม่เคยมีโอกาสได้ดูคอนเสิร์ตสดๆ มาก่อนเลยในชีวิต
เทศกาลเพลงร็อกในนาม ซาวด์ เซ็นทรัล เป็นสิ่งใหม่ในประเทศมุสลิมอนุรักษ์นิยมสุดๆ อย่างนี้ ที่ซึ่งดนตรีกลายเป็นเรื่องต้องห้ามภายใต้ระบอบการปกครองอันเข้มงวดของตาลีบัน แม้กระทั่งตอนนี้ ร้านดนตรีในบางประเทศก็ยังคงโดนเล่นงาน รวมถึงนักดนตรีที่ยังต้องเจอกับอาการดูถูกเสื้อผ้าและทรงผมของพวกเขา
อย่างไรก็ดี เทศกาลเพลงนี้ก็ยังคงความเป็นอัฟกันไว้อย่างชัดเจน ทั้งการห้ามเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีเพียงเคบับเป็นของกินเล่น และเคารพในเรื่องคุณค่าทางศาสนาอย่างเคร่งครัดท่ามกลางร็อกแอนด์โรลล์
     ในระหว่างการแสดง หลายๆ วงจำต้องทิ้งเวทีและปิดไมโครโฟนไว้สองครั้งในช่วงบ่าย เพื่อจะได้ไม่รบกวนการละหมาดของมัสยิดในบริเวณนั้น
“ที่ที่ผมอยู่ไม่มีอะไรแบบนี้ พอได้ยินข่าวผมก็คิดว่าต้องมาให้ได้” อาหมัด ชาห์ ผู้เดินทางจากกันดาฮาร์ เมืองทางตอนใต้ที่เกิดความรุนแรงจากการประท้วงต่อต้านรัฐบาล “ผมมาเพื่อหลบหนีความเลวร้ายของโรคมะเร็งจากการปกครองของตาลีบัน และคอนเสิร์ตนี้ทำให้ชีวิตผมสดชื่นขึ้น”
ความรุนแรงในอัฟกานิสถานเข้าขั้นเลวร้ายที่สุดตั้งแต่สหรัฐอเมริกาบุกเข้าไปยังอัฟกานิสถานเพื่อโค่นล้มรัฐบาลตาลีบันในปี 2001
     เทศกาลซาวด์ เซ็นทรัล จัดขึ้นภายใต้การรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดในสวนบาเบอร์ กลางกรุงคาบูล ทั้งนี้ วันและสถานที่จัดงานได้ถูกเก็บเป็นความลับสุดยอดจนกระทั่งช่วงสุดท้ายเพื่อป้องกันการก่อความไม่สงบ
ถึงจะเป็นความลับ คอนเสิร์ตนี้ก็ดึงดูดนักเที่ยวมากกว่า 450 คน และยังทำให้ผู้คนในตลาดภายนอกสวนนั้นสนใจอีกด้วย ชายสูงอายุไว้เครายาวสวมผ้าโพกศีรษะสองสามคนดูตะลึงและอึ้งไป แต่ก็ไม่ได้ไม่พอใจกับภาพตรงหน้า นอกจากนี้ พลังความกระตือรือร้นของฝูงชนในคอนเสิร์ตยังพาให้เจ้าหน้าที่รักษาความ ปลอดภัยและตำรวจขยับร่างกายไปตามจังหวะเพลงด้วย
เสียงจากผู้ชมกระหึ่มขึ้นเมื่อ ซาบรินา อับลิยาสกินา จากวง Tears of the Sun ของอุซเบกิสถานกระโดด หมุนตัว และกรีดร้องใส่ไมโครโฟนว่า “คาบูล เพื่อนใหม่ของฉัน มามันส์กันเถอะ”
จนถึงตอนนี้ วง Tears of the Sun ออกอัลบั้มมาแล้ว 6 อัลบั้ม พวกเขาบอกว่า ประหลาดใจมากกับความสำเร็จของงานนี้
“เราไม่นึกว่าจะมีคนมากขนาดนี้ มันเป็นพลังที่สุดยอดมากๆ” อับลิยาสกินา บอก “เรารักคาบูลมากขึ้นทุกๆ วัน และเราจะกลับมาที่นี่อีกแน่นอน”
นิกิตา มาคาเพนโก มือกีตาร์ กล่าวว่า “ร็อกแอนด์โรลล์ จะเปลี่ยนโลก และเราหวังว่ามันจะเปลี่ยนอัฟกานิสถานได้เช่นกัน มันจะเป็นประวัติศาสตร์ และนี่คือการเริ่มต้น”
ซาวด์ เซ็นทรัล เกิดจากความคิดของ ทราวิส เบียร์ด ช่างภาพข่าวชาวออสเตรเลียที่ร่วมเล่นกับวงด้วยเมื่อเขาย้ายมาที่คาบูล และได้รับแรงบันดาลใจจากความสามารถของนักดนตรีท้องถิ่นที่ได้พบเจอ
      เทศกาลนี้ดูเหมือนจะบรรลุเป้าหมายของเขาที่ไม่ได้มีเพียงแต่การให้ความบันเทิงเท่านั้น แต่ยังเป็นการเติมเชื้อไฟให้กับเหล่าวัยรุ่นอัฟกันที่รักในเสียงดนตรีอีกด้วย
“เราได้ยินเรื่องเทศกาลดนตรีจากวิทยุ และพอเพื่อนฉันถามว่าเราจะไปไหม ฉันตอบไปว่าแล้วทำไมจะไม่ไปล่ะ” ลอเรีย นักศึกษาวัย 19 ปีบอก เธอสวมผ้าคลุมศีรษะสีสดใส ใส่กางเกงยีนส์และสวมรองเท้าแตะ
“มันเยี่ยมไปเลย ฉันหวังว่าเราจะได้เห็นอะไรแบบนี้อีกในคาบูล”

วันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เทศกาลหนังหลังม่านเกาหลีเหนือ

เกาหลีเหนือมีเทศกาลหนังด้วยนะเออ... 
credit : http://www.huffingtonpost.com/2012/09/19/pyongyang-international-film-festival-north-korea_n_1896217.html


    เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเปียงยาง ที่จัดขึ้นทุกๆ สองปี ถือเป็นโอกาสเดียวที่จะทำให้ชาวเกาหลีเหนือได้มีโอกาสสัมผัสหนังต่างประเทศหลากหลายบนจอภาพยนตร์ ทั้งจากอังกฤษ เยอรมนี และที่อื่นๆ (ยกเว้นอเมริกา) และยังเป็นเวลาเดียวเท่านั้นที่อนุญาตให้ชาวต่างชาติเข้ามาให้โรงภาพยนตร์ของเกาหลีเหนือเพื่อชมภาพยนตร์เคียงข้างกับคนในประเทศ
   ในปีนี้ เหล่าผู้เข้าชมในงานเทศกาลจะได้รับโอกาสชมภาพยนตร์สองเรื่องที่ถ่ายในเกาหลีเหนือแต่ถูกนำไปตัดต่อที่ต่างประเทศ ภาพยนตร์โรแมนติกคอเมดี้เรื่อง Comrade Kim Goes Flying เป็นการร่วมงานกันระหว่างโปรดัคชันของเกาหลีเหนือและยุโรป และ Meet in Pyongyang ที่สร้างร่วมกับสตูดิโอของจีน
            ขณะที่ความจริงมีอยู่ว่า หนังของเจ้าภาพเองมีแนวโน้มที่เหมือนจะเป็นหนังโฆษณาชวนเชื่อของคอมมิวนิสต์ที่สามารถเรียกน้ำตาได้มหาศาล แต่เกาหลีเหนือก็ถือเป็นประเทศที่คลั่งหนังอีกประเทศหนึ่ง ประชาชนจ่ายเงินราว 500 วอน (หรือประมาณ 5 ดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อชมหนังเข้าใหม่ที่มาจากสตูดิโอโคเรียนฟิล์ม เช่นเดียวกับที่นำเข้าจากรัสเซียและจีน หรือหากไม่ต้องการจะไปยังโรงหนังก็สามารถเปิดชมในทางช่อง Mansudae TV ที่จะฉายหนังในช่วงสุดสัปดาห์โดยมีหนังจีนและยุโรปตะวันออกเป็นส่วนใหญ่ อาทิ Crouching Tiger, Hidden Dragon และหนังจากตะวันตกเรื่องเดียวที่ได้รับอนุญาตให้ฉายคือหนังจากอังกฤษเรื่อง Bend It Like Beckham ที่ออกอากาศในปี 2010
            สำหรับปีนี้ จอใหญ่หน้าสถานีรถไฟเปียงยางจะกลายเป็นอีกสถานที่สุดฮิตที่แห่งในการชมภาพยนตร์ โดยมีผู้คนหลายร้อยถูกสะกดไว้ด้วยหนังเกาหลีเหนือที่หน้าสถานี
            ทั้งนี้ คิม จอง อิล ท่านผู้นำผู้ล่วงลับที่เสียชีวิตไปเมื่อเดือนธันวาคมก็ยังเป็นคอหนังตัวยง เขาได้ดูหนังเรื่อง My Hometown เป็นเรื่องแรกเมื่ออายุเพียง 7 ขวบ เป็นหนังที่เกี่ยวกับชายหนุ่มผู้กลับไปยังหมู่บ้านของตัวเองหลังจากที่เกาหลีได้รับอิสรภาพจากญี่ปุ่น สร้างความประทับใจให้กับเขามาก ในปี 1973 คิม ได้เผยแพร่หนังสือเรื่อง On the Art of the Cinema ซึ่งเขาได้กล่าวถึงการทำหนังว่าเป็นหนทางที่จะนำผู้คนไปสู่การพัฒนาในแบบคอมมิวนิสต์อย่างแท้จริง
            “งานสร้างสรรค์ไม่ได้เป็นเพียงแค่งาน แต่ยังเป็นงานแห่งการปฏิวัติที่มีเกียรติอีกด้วย” เขาเขียน
            ในปี 1978 คิม ได้ลักพาตัว ชิน ซาง อ็อก ผู้กำกับชาวเกาหลีใต้ และชอย อึน ฮี นักแสดงสาวอดีตภรรยาของผู้กำกับ จากบันทึกความทรงจำของผู้กำกับชิน เขาถูกหลอกให้ไปยังกรุงเปียงยางเพื่อให้ทำหนังโฆษณาชวนเชื่อ ก่อนที่ทั้งคู่จะหนีขณะไปท่องเที่ยวที่กรุงเวียนนาและให้สถานทูตสหรัฐช่วยเมื่อปี 1986
            โช โฆษกของสตูดิโอโคเรียนฟิล์มได้ให้ข้อมูลว่า คิม อิล ซุง พ่อของคิม จอง อิล ก็เคยเขียนเกี่ยวกับหนังเรื่อง The Flower Girl และคิม จอง อึน ผู้นำคนปัจจุบันก็ยังมีความสนใจในเรื่องหนังเช่นกัน นอกจากนี้เขายังบอกว่า จุดประสงค์หลักของหนังเกาหลีเหนือคือการโฆษณาชวนเชื่อ
            “หนังของเรามีเป้าหมายที่แตกต่างจากหนังที่สร้างในประเทศอื่น เราทำหนังเพื่อการศึกษาในเรื่องอุดมการณ์” เขาบอก “ถ้าคุณได้ดูหนังเกาหลีเหนือมากๆ คุณจะพบกว่าตัวเองได้เสียน้ำตาไปมากเช่นกัน แต่หากคุณไม่มีน้ำตาเลยแสดงว่าคุณเป็นคนที่ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก”
            การเข้าชมสตูดิโอภาพยนตร์ของเกาหลีเหนือเป็นเหมือนการได้ย้อนเวลา จากกระท่อมมุงหลังคาใบจากแบบชนบทเกาหลีโบราณ ไปสู่ราชวังโบราณของราชวงศ์โชซอน จนถึงภาพการแข่งขันของบรรดาโสเภณี ผับ และร้านขายยาในเกาหลีใต้ในยุค 1950
            “นักท่องเที่ยวอเมริกันที่มาที่มักจะเคาะกำแพงเพื่อดูว่า อาคารเหล่านี้เป็นของจริง” ชอย กล่าว “พวกเขาบอกว่าฉากในฮอลลีวู้ดล้วนเป็นของปลอม”
            สำหรับ นิโคลัส บอนเนอร์ นักทำหนังชาวอังกฤษและ อันยา ดาเลมานส์ ผู้ช่วยโปรดิวเซอร์ชาวเบลเยียม Comrade Kim Goes Flying ที่กำลังจะเข้าฉายรอบปฐมทัศน์เรื่อง ถือเป็นช่วงเวลาหนึ่งในการทำงานเกือบ 7 ปีของพวกเขา
            หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องราวโรแมนติกคอเมดี้เกี่ยวกับคนงานเหมืองถ่านหินผู้ฝันอยากเป็นนักกายกรรม โดยใช้นักแสดงท้องถิ่นและถ่ายในเกาหลีเหนือในปี 2010 กำกับโดย คิม กวาง ฮุน และถูกนำไปตัดต่อที่เบลเยียม
            “มันไม่ใช่สิ่งที่คุณคาดหวังจากเกาหลีเหนือ และไม่ใช่สิ่งที่ใครเคยได้เห็นมาก่อนหน้านี้อีกด้วย” บอนเนอร์ กล่าว
            จากสคริปต์ที่ใช้เวลาเขียนถึงสามปี ด้วยทีมที่มีสมาชิกจากเกาหลีเหนือและยุโรปเพื่อสร้างเรื่องราวที่ทั้งให้ความบันเทิงและแสดงภาพเกาหลีเหนือแบบปลอดเรื่องการเมือง โดย บอนเนอร์ ให้เครดิตกับชาวเกาหลีเหนือว่าเป็นหนึ่งในช่วงเวลาการทำหนังที่สนุกที่สุด
            “สุดท้ายก็เหมือนกับคุณกำลังทำงานกับมืออาชีพ” บอนเนอร์ บอก “พวกเขาก็ทำงานของตัวเองไป คุณกำลังอยู่ในโลกของหนัง และพวกเราก็กำลังทำหนังเช่นเดียวกัน”
            อย่างไรก็ตาม Comrade Kim ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะล้มแชมป์ระดับเฮฟวีเวทของหนังเกาหลีเหนืออย่างมหากาพย์ 63 ตอนของ Nation and Destiny ซึ่งเริ่มสร้างในช่วง 1990 จนถึงตอนนี้ก็ยังคงฉายและเข้าสู่ตอนที่ 64 เป็นที่เรียบร้อย